ขอกราบสวัสดีทุกท่านอีกเช่นเคย วันนี้ผมอยู่กับมือถือรุ่นใหม่ล่าสุดจากทาง Xiaomi ที่ผมเชื่อว่าหลายคนรอคอยกันอยู่แน่นนอน กับเจ้า Xiaomi Mi 9T ที่มาพร้อมกับฉายา Flagship Killer หรือในอีกชื่อที่ในต่างประเทศอย่าง Redmi K20 นั่นเอง โดยเจ้ารุ่นนี้มาพร้อมกับจุดเด่นในเรื่องของเทคโนโลยีที่ถูกใส่มาอัดแน่นจัดเต็ม เลือกใช้ SOC Qualcomm® Snapdragon™ 730 และยังมาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ 6.39 นิ้วโดยเป็นหน้าจอแบบขอบบางสุด ๆ แถมยังไร้ติ่งมากวนใจสายตา เพราะได้อนิสงค์มาจากการที่เลือกใช้กล้องหน้าแบบ POP-UP เป็นตัวแรกของ Xiaomi ไม่เพียงเท่านั้นตัวนี้ยังมาพร้อมกล้องหลัง 3 ตัวโดยมีกล้องหลักความละเอียด 48 MP อีกด้วย พร้อมกับแบตเตอร์รี่ 4000 mAh โดยสีที่ผมได้มารีวิวในวันนี้คือสี Carbon Black ซึ่งขอบอกไว้เลยว่าตัวจริงสวยงามมาก ๆ จนผมหลงรัก ส่วนจะมีอะไรน่าสนใจเพิ่มเติมอีก ผมพาทุกท่านไปดูพร้อมกันเลยดีกว่าครับ

– อุปกรณ์ในกล่อง –

สิ่งที่คุณจะได้ไป 

1. ตัวเครื่อง Mi 9T

2.  เคสแข็งสีดำผิวด้าน

3. คู่มือการใช้งาน

4. ใบรายละเอียดการรับประกัน

5. เข็มจิ้ม

6. Adapter สำหรับชาร์จไฟรองรับชาร์จไว QC3.0

7. สาย USB Type-A to Type-C

– ลงลึกตัวเครื่อง –

ฝาหลังใช้กระจก Corning® Gorilla® Glass ที่มีการดีไซน์ทำขอบโค้ง 3D ทั้ง 4 ด้านที่ให้ความรู้สึกจับกระชับมือมาก ๆ เป็นกระจกสีดำที่มีความเงางามเมื่อเจอกับแสงแดดจะสะท้อนเป็นลาย Carbon Fiber (เฉพาะสี Carbon Black)  ดูเท่สปอร์ตสุด ๆ มาด้วยกัน 3 สี คือ Flame Red, Glacier Blue และ Carbon Black ที่ผมได้มารีวิวนั่นเอง รุ่นนี้จะให้ความดูเท่ และดุดันสุด ๆ เหมาะกับสายเกมเมอร์ หรือ สายรถสปอร์ต แถมยังมีการตัดด้วยสีแดงตรงขอบเลนส์กล้องหลัก และ ปุ่ม Power อีกด้วย เฟรมเครื่องใช้วัสดุเป็นอลูมิเนียมที่ทำการชุบโครเมี่ยมเพื่อเพิ่มความเงางาม มีน้ำหนักของตัวเครื่องที่ 191 กรัม มาพร้อมกับแบตเตอรี่ 4,000 mAh ในการใช้งานจริง เปิด 4G เล่น Social ถ่ายรูปทั่งวันก็อยู่ได้ถึงดึก ๆ เลย เรียกได้ว่าแบตเตอร์รี่ตัวนี้อึดมากสมกับจำนวน mAh ที่ให้มา ส่วนถ้าเล่นเกมบ้างก็อยู่ได้ถึงประมาณ 6 โมงเย็น มี NFC มาให้ได้ใช้งานกันด้วยนะ

Mi 9T มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 6.39 นิ้วใช้พาเนลแบบ Amoled จาก Samsung กับความละเอียด FHD+ ครอบทับด้วยกระจก Corning® Gorilla® Glass 5 มีการทำขอบโค้ง 2.5D เล็กน้อยทั้งสี่ด้าน มาพร้อมกับขอบหน้าจอที่บางมาก ๆ แม้แต่ด้านล่างยังมีขอบบางเพียง 3.8mm เท่านั้น แถมยังไร้ติ่งกวนใจอีกด้วย จอมีการเคลือบสารลดคราบมันกับสารลดรอยนิ้วมือมาให้ หน้าจอให้สีสันสดใสสวยงาม ในการสู้แสงแดดก็ทำได้สบายเพราะมีโหมด Sunshine mode 2.0 และตัวหน้าจอยังสามารถทำความสว่างสูงสุดได้ถึง 600 nit รองรับการแสดงผลแบบ HDR ความไวของจอสัมผัสถือว่าลื่นติดนิ้วสบาย ๆ เลย

ด้านบนตัวเครื่องมาพร้อมกับกล้องหน้าแบบ POP-UP ความละเอียด 20MP มีขนาดอยู่ที่ 0.8μm พร้อมรูรับแสง ƒ/2.2 ครอบทับด้วยกระจก Sapphire กันรอยขีดข่วน ถัดไปจะเป็นลำโพงสนทนาอยู่ตรงขอบหน้าจอ

มาพร้อมกับกล้องหลัง 3 ตัว กล้องหลักมีความละเอียดสูงถึง 48 MP ใช้เซ็นเซอร์ Sony® IMX586 มีขนาด 1.6 μm รูรับแสงกว้าง  ƒ/1.75 กล้องตัวนี้จะใช้เทคโนโลยี 4-in-1 Super Pixel ถ่ายในที่แสงน้อยความละเอียดจากกล้องนี้จะออกมาที่ 12MP ต่อมาเป็นกล้อง Tele ความละเอียด 8MP มี ขนาด 1.12 μm รูรับแสง ƒ/2.4 สามารถซูมได้แบบ 2X โดยไม่สูญเสียรายละเอียด และสุดท้ายเป็นกล้องเลนส์ไวด์กว้าง 124.8 องศา ความละเอียด 13MP มีขนาด 1.12 μm รูรับแสง ƒ/2.4 (Fix Focus) ทำให้เราได้กล้องครบทั้ง 3 ระยะ ช่วยให้การจัดองค์ประกอบของภาพถ่ายสนุกขึ้น

ด้านขวาของตัวเครื่องมีปุ่ม เพิ่ม-ลด เสียง และปุ่ม เปิด-ปิด เครื่องหรือหน้าจอ (ทำสีแดงที่ปุ่มตัดกับสีดำกับลาย Carbon เท่สุด)

ด้านซ้ายของตัวเครื่องไม่มีปุ่มใด ๆ เลย

ด้านล่างของตัวเครื่อง ซ้ายสุดเป็นถาดใส่ซิมการ์ดรองรับการใช้งาน 2 ซิมเป็นแบบ Dual Slot (ไม่รองรับการใส่ SD Card เพิ่ม) ถัดมาเป็น Port USB Type-C รองรับการชาร์จ 18W ด้วย Adapter QC 3.0 ที่แถมมาให้ในกล่องเลย ต่อมาเป็นไมค์สำหรับรับเสียงการสนทนา และด้านขวาสุดก็เป็นลำโพงนั่นเอง

ด้านบนตัวเครื่อง ขวาสุดเป็นไมค์ตัวที่สองสำหรับตัดเสียงรบกวน ถัดมารุ่นนี้มี Port 3.5 mm. สำหรับต่อหูฟังมาให้ใช้ด้วยไม่ได้ตัดทิ้งแต่อย่างใด ส่วนซ้ายสุดก็เป็นเจ้ากล้องหน้า POP-UP นั่นเอง

ขอบด้านข้างของกล้องหน้ายังมีไฟ LED RGB สำหรับแจ้งเตือน และแสดงสถานะต่าง ๆ เช่น ตอนเปิดกล้องอีกด้วย มีระบบตรวจจับเมื่อเครื่องมีการตกกล้องหน้าจะหุบเก็บอัตโนมัติ และมีระบบตรวจจับหากมีแรกกดที่กล้องหน้า จะทำการหุบเก็บอัตโนมัติเช่นกัน

ถ้าถามว่าจะแจ้งเตือนได้ยังไง ด้านบนสุดของกล้องจะมีการเจาะรูไว้เป็นวงกลมให้แสงลอดออกมาได้

รุ่นนี้มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยด้วยการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ และการสแกนใบหน้าแบบ 2 มิติ เซ็นเซอร์สแกนนิ้วได้มีการพัฒนาขึ้นมากรวดเร็วแม่นยำดี ส่วนเวลาปลดล็อคด้วยใบหน้ากล้องหน้าก็จะเด้งขึ้นมาเพื่อทำการสแกนใบหน้า จากที่ได้ทดสอบถ้าใช้การสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อคตัวเครื่องอาจจะไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่เนื่องจากกล้องหน้า POP-UP เด้งขึ้นมาค่อยข้างช้าใช้สแกนลายนิ้วมือสะดวกกว่ามาก * ถ้านิ้วมีความชื้นอาจเจออาการปลดล็อคไม่ติดบ้างเป็นเรื่องปกติ *

– ประสิทธิภาพ –

Mi 9T มาพร้อมกับ Qualcomm® Snapdragon™ 730 AIE ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า Snapdragon™ 710 และ  675 เป็นอย่างมาก แถมผลิตด้วยกระบวนการผลิตแบบ 8nm อีกด้วย ผนวกเข้ากับ  Game Turbo ที่มาช่วยรีดประสิทธิภาพของ SOC ให้เล่นเกมดียิ่งขึ้น ความแรงเหลือเฟือสำหรับการใช้งานแน่นอน ในเรื่องของการจัดการพลังงาน และความร้อนก็ทำได้ดีมาก ๆ ใช้งานจริงก็รู้สึกได้เลยว่าทำอะไรก็ลื่นไหล Storage ก็เลือกใช้เป็น UFS 2.1 ที่มีสปีดอ่านเขียนไวมาก ส่วนใครที่ชอบดู Netflix ก็หายห่วงเพราะมาพร้อมกับระดับความปลอดภัย DRM ที่เป็น L1 แล้วสามารถดู Netflix แบบ HD ได้เลย (เน็ตต้องเร็วด้วยนะ) รอบรับ Content แบบ HDR ด้วยนะ

– ทดสอบการเล่นเกม –

ในเรื่องของการเล่นเกม หน้าจอสัมผัสตอบสนองได้ดีมากลื่นติดนิ้ว SOC ตัวใหม่แรงเหลือ ๆ สำหรับเกม PUBG สามารถปรับ Setting ได้สูงสุดที่ภาพแบบ HD และ Frame Rate แบบสูง เล่นได้สมูทมาก ในส่วนของ ROV ก็คงไม่ต้องพูดเยอะปรับ Setting แบบ HD เปิดโหมด Framerate สูงได้เล่นได้นิ่ง ๆ ที่ 60 fps ในขณะเล่นเกมอุณหภูมิเครื่องอุ่น ๆ ไม่รู้สึกร้อนแต่อย่างใด

–  ภาพถ่ายกล้องหลัง  –

Ultra-Wide

Night mode

Normal Mode

Tele 2X

– ภาพถ่ายกล้องหน้า –

ใครอยากดูภาพต้นฉบับเพิ่มเติมสามารถตามลิงก์นี้ไปได้เลยครับ

https://photos.app.goo.gl/DBwqhZGPiY1c1gQh9

บทสรุป

Xiaomi Mi 9T เหมาะสำหรับคนที่กำลังหาสมาร์ทโฟนดีไซด์สวย ๆ จอใหญ่ไร้ติ่ง เล่นเกมลื่น ๆ แถมยังถ่ายรูปสวยอีกด้วย กับงบประมาณเริ่มต้นที่ 11,990 บาท ผมว่าราคานี้ถือว่าคุ้มค่ามาก ๆ จุดเด่นที่รู้สึกชอบมาก ๆ คือการออกแบบที่สวยงามโดยเฉพาะสี Carbon Black มันเท่สุด ๆ มีสีแดงตัดที่ปุ่มอย่างลงตัว ต่อมาคือหน้าจอใหญ่เต็มตาไร้ติ่ง จอคุณภาพดีให้สีสันที่สวยงาม ระบบสัมผัสลื่น ๆ รุ่นนี้จะเหมาะสำหรับ Gamer ที่หามือถือไปเล่นเกม หรือคนที่มี Lifestyle แบบเท่ ๆ จุดเด่นอีกอย่างที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือกล้อง ที่แม้มือถือรุ่นนี้จะดูออกไปแนว Gamer แต่กล้องหลังของเจ้า Mi 9T ขอบอกเลยว่าไม่ธรรมดา ผมประทับใจกับภาพถ่ายที่ได้มาก ๆ มีโหมดการใช้งานมาให้ครบครัน กับเลนส์ 3 ระยะทำให้เราถ่ายภาพสนุกขึ้น มีโหมดกลางคืนก็ทำได้ไม่เลว แต่สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในเรื่องกล้อง Mi 9T ตัวนี้คือเลนส์อัลตร้าไวด์ที่กว้างมาก ๆ กว้างที่สุดเท่าที่ผมเคยเล่นมาเลย ทำให้เราสามารถเก็บภาพมุมกว้างได้สบาย ๆ ถ้าใครที่หามือถือในงบประมาณนี้อยู่ มีลักษณะการใช้งานในแบบที่ผมกล่าวมา Mi 9T ตัวนี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยด้วยความโด่ดเด่นในหลาย ๆ ด้าน เล่นเกมก็ดี ใช้งานทั่วไฟฟังก์ชั่นก็ครบ ส่วนวันนี้ผมก็ขอกราบลาทุกท่านไว้แต่เพียงเท่านี้ ไว้เจอกันในรีวิวถัดไปสวัสดีครับ

จุดเด่น

1. เครื่องดีไซด์สวยงาม เท่ ดุดัน เป็นเอกลักษณ์

2. หน้าจอคุณภาพดี สีสันสวยงาม จอเต็มไม่มีติ่งกวนใจ สัมผัสลื่น รองรับการแสดงผลแบบ HDR สามารถสู้แสงได้ดี

3. ใช้วัสดุคุณภาพดีงานกระกอบดี ใช้กระจก Corning® Gorilla® Glass เฟรมเครื่องเลือกใช้เป็นอลูมิเนียม

4. แบตเตอร์รี่อึด สามารถอยู่ได้เต็มวันสบาย ๆ

5. Qualcomm® Snapdragon™ 730 ให้ประสิทธิภาพในการใช้งานดีมาก ๆ เร็ว ลื่นไหล จัดการเรื่องของพลังงานได้ดี เครื่องไม่ร้อน

6. ราคาจับต้องได้ง่าย ฟังก์ชั่นการใช้งานครบครัน

7. มีพอร์ตหูฟัง 3.5 mm. มาให้

8. มีไฟ LED แจ้งเตือนมาให้บนกล้องหน้า POP-UP

ข้อพิจารณา

1. เวลาปลดล็อคด้วยใบหน้า กล้องหน้าเด้งปลดล็อคค่อนข้างช้า (คิดว่าคงออกอัพเดทซอฟแวร์แก้ได้)

2. ไมค์อัดเสียงได้ไม่ดีนัก